
Review Content
Product Review > Microlab H300
Review Microlab H300 โดยนิตยสาร The Wave ฉบับเดือน มกราคม 2011
ลำโพงในรูปแบบที่ออกจะแปลกไปกว่าเดิมๆ ที่เราเคยสัมผัสมา นี่คือลำโพงแอ๊กทีฟแบบสเตอริโอโฟนิกที่เสริมด้วยซับวูฟเฟอร์ เข้าไปให้ครบเซ็ต บางทีก็เรียกกันว่าซิสเต็ม 2.1 แชนแนล สิ่งที่ ต่างไปจากลำโพง 2.1 ทั่วไปคือ microlab H300 เป็นลำโพงแอ๊กทีฟ มีกำลังขับในตัวเอง มีระบบคอนโทรลกำลังขับ ระดับความดัง ทำการลด หรือเพิ่มเสียงทุ้มแหลมได้ในระดับหนึ่ง เพียงคุณนำเอาซีดีเพลเยอร์ ดีวีดี หรือระบบเสียงขาออกแบบภาคไลน์ จากทีวีหรืออื่นใดเข้าไปก็จะให้ เสียงแบบสเตอริโอออกมาได้เลย โดยไม่ต้องใช้ภาคขยายอีก เป็นวิธีการ ที่ชาญฉลาด เป็นลำโพงที่น่าจะเหมาะกับห้องฟัง ห้องนอน ห้องนั่งเล่น มุมชมทีวีทั่วไป การออกแบบเน้นเรื่องดีไซน์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคน ยุคปัจจุบันด้วย โดยลำโพงเมนหลักซ้ายขวาเป็นทรงทาวเวอร์ขนาดย่อมๆ น่ารัก ขนาดของมันคือกว้าง 200 ลึก 240 สูง 1,000 มิลลิเมตร เหมือน แท่งตึกสูงชะลูดเรียวบาง ส่วนซับวูฟเฟอร์ก็ขนาดย่อมๆ เข้ากันได้ดี ขนาด 310 x 267 x 340 มิลลิเมตร
การต่อสายเชื่อมโยงกันก็คือต่อสายลำโพงจากตู้ซับวูฟเฟอร์ไปยังลำโพงเมนหลัก ซ้ายขวา ลำโพงซับจะมีสายเชื่อมระหว่างตู้ของมันกับตัวคอนโทรลเป็นดิสเพลย์ ขนาดเล็ก แสดงผลการปรับค่าต่างๆ บนจอสีดำ ตัวอักษรตัวเลขสีฟ้าสดใส หลักๆ ก็คือช่องอินพุตที่มีให้สองช่อง ระดับความดังบอกเป็นเดซิเบล ระบบการปรับเสียง ผ่านจากรีโมตคอนโทรล เสียงแหลม และเสียงทุ้มปรับได้ในระดับบวก ลบ 7 เดซิเบล ซับวูฟเฟอร์ปรับได้ 14 เดซิเบล การปรับค่าของเสียงทุ้มและค่าซับวูฟเฟอร์อาจจะ รู้สึกว่ามันกํ้ากึ่งกันอยู่ ว่ามันซํ้าซ้อนเป็นค่าเดียวกันหรือไม่อย่างไร จากการทดสอบ พบว่าเมื่อปรับเสียงทุ้ม Bass หมายถึงการปรับเสียงตํ่าทั้งหมดของระบบเสียง ที่ลำโพงเมนหลักและซับวูฟเฟอร์นั้นจะถูกเร่งลด พร้อมๆ กัน ในขณะที่การปรับเสียง ที่ Subwoofer นั้นจะเป็นการเพิ่มหรือลบเฉพาะตัวซับอย่างเดียว เป็นการออกแบบ ที่ช่วยให้เราสามารถคอนโทรลเสียงได้แบบ “แยกแยะ” มากขึ้น
แม้ว่าจะเป็นลำโพงขนาดย่อมๆ แต่การออกแบบการผลิตก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียว ใช้ไม้ MDF เป็นโครงสร้างหลัก ปิดผิวไม้ด้วยพีวีซีเกรดดี สีแดงลาย Bird Eyes สวยงามมาก ลำโพงเมนหลักใช้ไดรเวอร์สามตัวเป็นลำโพงโดมทวีตเตอร์ขนาด 3/4 นิ้ว แบบโดมอ่อน ประกบด้วยมิดเรนจ์สองตัวบนล่าง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 นิ้ว ส่วนซับวูฟเฟอร์มีไดรเวอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ลำโพงเมนหลักเป็นแบบตู้ปิด ส่วนลำโพงซับวูฟเฟอร์แบบเบสรีเฟล็กซ์ใช้ท่อยิงเสียงออกด้านข้างขวาของตู้ โดยรวม แล้วเป็นชุดลำโพงที่มีภาคขับเสียงในตัวเองที่ดีไซน์ดูสบายตาอย่างยิ่ง การต่อสายเข้า ด้วยกันระหว่างตู้ซับวูฟเฟอร์ ดิสเพลย์คอนโทรล และลำโพงเมนหลักใช้สายไม่กี่เส้น และใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็เสร็จเรียบร้อย การออกแบบให้เสียงตํ่าไปอยู่ที่ซับวูฟเฟอร์ ผลสำเร็จในทางดีหรือไม่ดีอยู่ที่การตัดย่านความถี่ ครอสโอเวอร์ที่ตัดเอาไว้แบบตายตัว Fix และการวางตำแหน่งลำโพงเมนหลักซึ่ง microlab วางเอาไว้ในระดับสูง น่าจะ พอดีๆ กับหูผู้ฟังเมื่อนั่งบนโซฟาทั่วไป
การเซ็ตอัพ ให้พิจารณาจุดแข็งจุดอ่อนของลำโพงประเภท 2.1 ให้ดี ว่าเราจะ เน้นให้ไปอยู่ที่ตำแหน่งไหน เรื่องแรกอย่าพยายามวางซับไว้ชิดกับลำโพงเมนหลัก ซ้ายหรือขวาข้างใดข้างหนึ่ง มันจะทำให้นํ้าหนักเสียงตํ่าลึกๆ ไปเน้นอยู่ข้างซ้ายหรือ ด้านขวาเกินความจริงได้ สมควรวางให้ได้ตรงกลางระหว่างลำโพงทั้งคู่จะได้คุณภาพ การบาลานซ์ของเสียงดีที่สุด ลำโพงเมนหลักเซ็ตตำแหน่งไม่ยากนัก เพราะมันเป็น ลำโพงทาวเวอร์ที่ใช้ไดรเวอร์วางด้านบนสุดเท่านั้นไม่มีไดรเวอร์เรียงดิ่งลงตามๆ กัน มาจนถึงข้างล่างแต่อย่างใด ที่เห็นเป็นหน้ากากผ้านั้นส่วนล่างไม่มีไดรเวอร์ หน้ากาก ท่อนล่างจึงดีไซน์มาเพื่อปิดหน้าให้เกิดความสมดุลกันทั้งตู้เท่านั้นเอง การวางลำโพง ในการทดสอบ ผมพบว่าจุดที่ดีที่สุดในการฟังเพลงชมคอนเสิร์ตดีวีดี ให้วางเหมือน การฟังเพลงออดิโอไฟล์ทั่วไป คือห่างกันราว 1.8 เมตรขึ้นไป ห่างผนังหลังประมาณ 1 เมตร ลำโพงซับวูฟเฟอร์วางตรงกลางระหว่างลำโพงทั้งคู่ หรือจะถอยหลังเข้าไป จากระนาบเดียวกันของลำโพงเมนหลักก็ได้ สามารถตั้งค่า Sub ได้ให้บวก ลบจาก ระดับศูนย์เดซิเบลได้
The Wave Test
การทดสอบลำโพงชุดนี้ก็ยังยืนพื้นการเบิร์นอินในระดับ 50-80 ชั่วโมงเพื่อให้มันมีการเซ็ตตัวที่ดี ผลิตภัณฑ์ของ microlab อาจจะ เพิ่งคุ้นเคยกับบรรดานักเล่นเครื่องเสียงก็จริง แต่ในอเมริกา สินค้า ของไมโครแล็บนั้นได้รับความนิยมน่าดูชมเหมือนกัน ล่าสุดได้รับ รางวัล Innovation Awards จากงาน CES ถือว่าไม่ธรรมดาเหมือน กันแม้จะไม่ใช่สินค้าด้านออดิโอไฟล์ แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของ เขานั้นเป็นที่ประจักษ์ และยอมรับในด้านเทคโนโลยีและการดีไซน์ใน ระดับโลก สำหรับลำโพงชุดนี้หลังจากผมทำการเบิร์นเรียบร้อยแล้ว เสียงที่ดูว่าแรกๆ จะคมไปนิดหนึ่งในช่วงเสียงกลางก็อ่อนเบาลงมา ในระดับที่ให้ความ Balanced กันได้ดี ให้เวทีเสียงได้กว้างขวาง ไม่ใช่น้อย เสียงปลายแหลมหากมีความละเอียดอ่อนมากกว่านี้ลำโพง ราคาสูงๆ ก็ได้หนาวร้อนกันบ้างละครับ อย่างไรก็ตามปลายหางเสียง จากโดมทวีตเตอร์ถือว่าใช้ได้มีความละมุนละไมและให้เสียงช่วงปลาย ที่เปิดกว้าง ในขณะที่เสียงตํ่าจากซับวูฟเฟอร์ผมจะตั้งค่าที่ 0 เดซิเบล ที่แฟลตไปพร้อมกับเสียงทุ้มแหลมไม่มีการปรับแต่งแต่อย่างใด ตรงนี้ เสียงก็น่าจะลงตัวที่สุดแล้ว
สไตล์เพลงที่ดูจะเข้ากันได้ดีก็คือเพลงประเภท Pop Jazz เพลงร้องทั่วไป ลำโพงชุดนี้จะให้ความสดใสเริงร่ามีชีวิตชีวา เหมือนกับ การได้นั่งฟังดนตรีสดๆ หากมีการปรับเสียงแหลมเล็กน้อยปลายเสียง จะพลิ้วขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับรสนิยม สำหรับผมที่ Flat ไม่ปรับแต่งกลับ เป็นช่วงเสียงที่ดีที่สุดอยู่แล้ว การส่งสัญญาณตรงจากซีดีเพลเยอร์ ต้นฉบับให้เสียงได้เที่ยงตรงจากเกนขยายของลำโพงแอ๊กทีฟชุดนี ้ ให้ความใสแบบอ่อนโยนดีทีเดียว และให้รายละเอียดเสียงที่ปลาย เสียงแหลมอันระยิบระยับน่าพอใจกับเพลงร้องไทยอย่าง นิโคล เทริโอ บุษบาหน้าเป็น (ชุดอะคูสติกเวอร์ชั่น) และเสียงจากเพลงร้องแจ๊ซ ของไทยอย่าง CoCo Jazz นี่ต้องบอกว่า ดีกว่าที่คาดเอาไว้ แม้ลำโพง จะมีขนาดเล็กและเพรียวลม แต่การออกแบบให้สมมาตรกันระหว่าง ลำโพงเมนหลักและลำโพงซับวูฟเฟอร์ ทำให้ได้ความสมดุลอย่างดีมาก การทำงานที่เป็นทีมของลำโพงเมนหลักลำโพงซับวูฟเฟอร์ก่อผลดีกับ เวทีเสียงเพดานเสียงด้านบนลงมาจนถึงเสียงตํ่าลึก สังเกตได้จากเสียง ลงลำคอ เสียงที่แผ่แรงดันขึ้นมาจากหน้าท้อง เสียงที่เรียกว่า เอื้อน หางเสียง และการโหนเสียง การอุ้มเสียง ฟังได้ค่อนข้างครบครันเลย ทีเดียว (Rickie Lee Jones : Young Blood
เสียงโดยรวมของลำโพงต้องบอกว่ามีความโอ่อ่าดีทีเดียวครับ เรามักจะคิดว่า ลำโพงที่มีราคาไม่สูง แถมมีรูปแบบแอ๊กทีฟเช่นนี้ น่าจะให้ความเป็นดนตรีไม่มากเท่า ลำโพงมิดเอนด์ทั่วไป แต่พอได้ฟังเข้าจริงๆ แล้วการออกแบบที่ดี และทุกอย่าง สอดคล้องกันทั้งหมด ทั้งระบบคอนโทรลดิสเพลย์ ลำโพงเมนหลัก ลำโพงซับ ทำให้กลมกลืนได้เสียงที่เรียกว่าดีมากทีเดียว ทั้งความชัดเจนของเสียงดนตรีและ ความสมจริงก็ทำได้อย่างน่าพอใจ การให้เสียงแต่ละย่านความถี่ได้อย่างสอดคล้อง เนื้อเสียงที่ผ่อนคลาย สดใสแต่เป็นกันเองมากกับเพลงไลท์มิวสิก เพลงบรรเลงออดิโอ ไฟล์ (Give and Take) ทำให้มันยกระดับคุณภาพของตนเองเหนือชั้นกว่าลำโพง ในระดับราคาเดียวกัน ถือว่า microlab ทำได้สวยงาม เสียงที่ไม่แห้งกระด้าง หรือ ขาดปลายหางเสียง แม้จะเล่นด้วยเพลงร็อกที่มีความกระแทกกระทั้น เสียงยังอุ่นอิ่มดี ก็คือความโดดเด่นของลำโพงชุด H300 การเรียงร้อยเสียงช่วงปลายเสียงที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ย่านความถี่ประมาณ 15,000 Hz ขึ้นไปจนสุดปลายเสียงก็ทำได้ไม่ต่างจาก ลำโพงระดับ “เซียนนิยม” เพลงบางประเภทแม้จะมีเสียงสด แต่ก็เป็นความสดแบบ คลาสสิกมีสไตล์เอิบอิ่มเป็นลำโพงที่เสียงมี “ชีวิต” น่าพึงพอใจครับ
การคอนโทรลด้วยรีโมตก็มีความสะดวกดี การแปรผันของค่าความถี่เสียงจาก เบาไปหาเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ มีอัตราส่วนที่ดี ไม่มีช่วงใดที่คอนโทรลแล้วดังขึ้นอย่าง พรวดพราด ออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมทดสอบดูทั้ง การฟังเพลงและดูคอนเสิร์ตดีวีดี สรุปได้ว่าเสียงกลางแหลมสดใส และเสียงตํ่าอิ่ม แน่นใช้ได้เลยละครับ บางทีเสียงตํ่าของมันอาจจะมีเสน่ห์มากกว่าลำโพงที่เราเคยได้ฟัง ในระดับราคาสูงกว่านี้อีกหลายคู่ด้วยซํ้า เสียงจากการแสดงสดที่บ่งชี้ถึงพลังของนักร้อง และการก้องกังวานของบรรยากาศเก็บมาได้ครบครัน แม้จะเป็นแค่ระบบ 2.1 แชนแนล ก็ตาม ผมชอบเสียงร้องโหนสูงที่ต่อเนื่องของนักร้อง ซีลิน ดีออน (Celine Dion : A New Day) เป็นอย่างมาก การที่เสียงของมิดเบสไม่หลุดออกไปจากเสียงตํ่า ไม่มี การขาดตอนทุกอย่างต่อเนื่อง ถือว่าจุดตัดครอสโอเวอร์วางตำแหน่งจุดตัดได้สมบูรณ์ เป็นลำโพงระดับราคาพื้นฐานที่ให้คุณภาพเสียงชนิดเราต้องตั้งใจฟังสำเนียงเสียง ไพเราะของมันในทันทีที่ได้ยิน จัดว่าเป็นผลงานการออกแบบที่น่าประทับใจ
สำหรับนักฟังที่มองหาลำโพงที่เซ็ตอย่างง่าย กับการเลือกไปใช้ในห้องฟัง ห้อง นั่งเล่น ห้องนอน ที่มีเพียงแค่ใช้งานซีดี หรือดีวีดี เครื่องเดียวก็สามารถเสพเสียงดนตรี ได้ครบถ้วนแล้วโดยไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์อื่นใด ลองพิเคราะห์ microlab H300 ดูสิครับ เชื่อได้เลยว่าคุณจะพึงพอใจในเสียงของลำโพงชุดนี้อย่างแน่นอน…